|

Oligio เหมาะกับใคร? ผิวบาง ผิวหย่อนควรอ่านก่อนตัดสินใจ

Oligio เหมาะกับผู้มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอย รูขุมขนกว้าง หนังตาตก กรอบหน้าไม่ชัด และผู้ที่อยากยกกระชับใบหน้า

เมื่ออายุมากขึ้นแน่นอนว่าทุกคนต้องพบกับปัญหา ผิวหน้าหย่อนคล้อย ร่องแก้มลึกขึ้น หรือแนวกรอบหน้าไม่ชัดเจนเหมือนเดิม นั่นอาจเป็นสัญญาณของการเสื่อมสภาพของคอลลาเจนใต้ผิว การยกกระชับผิวด้วยเทคโนโลยีต่างๆ จึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ และหนึ่งในเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยมในช่วงหลังคือ “Oligio”

ใครที่ยังไม่แน่ใจว่า Oligio เหมาะกับใคร? ต่างกับเครื่องมือยกกระชับแบบอื่นอย่างไร ? ไม่ต้องกังวลเพราะบทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจมากยิ่งขึ้น พร้อมคำแนะนำที่ตรงไปตรงมา ก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการ

Oligio คืออะไร ช่วยในการยกกระชับอย่างไร ?

Oligio คืออะไร อธิบายง่ายๆ ก็คือ เทคโนโลยียกกระชับผิวหน้าที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงชนิด Monopolar RF (Radiofrequency) ซึ่งออกแบบมาให้เจาะลึกถึงชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) และเนื้อเยื่อใต้ผิวเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ กระบวนการนี้ช่วยให้ผิวแน่นขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด

ข้อแตกต่างของ Oligio กับเครื่องยกกระชับผิวแบบอื่นคือ ความอ่อนโยนต่อผิว โดยเฉพาะกับคนที่มีผิวบางหรือผิวแพ้ง่าย เพราะเครื่องออกแบบมาให้ลดอาการเจ็บขณะทำ และช่วยควบคุมพลังงานให้สม่ำเสมอมากขึ้น

Oligio คืออะไร เหมาะกับใครบ้าง ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่มีผิวบางหรือผิวหย่อนคล้อย ก่อนตัดสินใจทำ

Oligio เหมาะกับใครบ้าง? 

หลายคนสงสัยว่า Oligio เหมาะกับใคร? ถ้าคุณมีปัญหาผิวเหล่านี้ Oligio อาจเป็นทางเลือกที่ใช่ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์แบบนุ่มนวล ไม่เจ็บ ไม่ต้องพักฟื้น และเห็นความเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างเป็นธรรมชาติ

1. ผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย หรือผิวไม่กระชับ

เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีสัญญาณของความหย่อนคล้อย เช่น แก้มห้อย ร่องแก้มลึก กรอบหน้าเริ่มเบลอ หรือมีอายุประมาณ 30 ปีขึ้นไปที่ต้องการยกกระชับผิวแบบไม่รุนแรงเกินไป

2. ผู้ที่ต้องการลดริ้วรอย กระชับรูขุมขน และปรับผิวให้เรียบเนียน

Oligio ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ จึงช่วยลดเลือนริ้วรอย รอยย่นเล็ก ๆ รวมถึงกระชับรูขุมขน ทำให้ผิวดูแน่นและเรียบขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากทำ

3. ผู้ที่มีปัญหาหนังตาตก คิ้วตก หรือมุมปากตกเล็กน้อย

ยกกระชับเฉพาะจุดได้ เช่น บริเวณรอบดวงตา หน้าผาก หางคิ้ว หรือแนวกราม จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการแก้ไขความหย่อนคล้อยเฉพาะจุดแบบอ่อนโยน

4. ผู้ที่อยากปรับรูปหน้าให้ชัดและดูวีเชฟขึ้น

Oligio ช่วยยกกระชับแนวกรอบหน้า แก้ไขปัญหาหน้าดูอูม ดูบวม หรือกรอบหน้าไม่ชัด ทำให้รูปหน้าดูเรียวขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด 

5. ผู้ที่มีไขมันสะสมใต้คางหรือมีเหนียง

ช่วยกระชับผิวบริเวณใต้คาง พร้อมกระตุ้นสลายไขมันส่วนเกิน จึงเหมาะกับคนที่มีปัญหาเหนียงหรือคางสองชั้นที่ไม่รุนแรงมาก

6. ผู้ที่ต้องการชะลอการเกิดความหย่อนคล้อยในอนาคต

ไม่จำเป็นต้องรอให้ผิวหย่อนคล้อยชัดเจนก่อนจะเริ่มดูแลตัวเอง Oligio เป็นอีกทางเลือกในการ “ดูแลก่อนเกิดปัญหา” สำหรับคนที่อยากชะลอสัญญาณแห่งวัยและรักษาความกระชับของผิวให้ยาวนานขึ้น

ข้อควรระวังในการทำ Oligio ผู้ที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในร่างกาย ตั้งครรภ์ ผิวอักเสบ หรือติดเชื้อ ไม่เหมาะกับการทำ

ใครไม่ควรทำ Oligio? ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ

ถึงแม้ Oligio จะดูปลอดภัย แต่ก็ไม่เหมาะกับทุกคน มีข้อควรระวังที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ 

1. ผู้ที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในร่างกาย

เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) หรือโลหะฝังในร่างกาย คลื่น RF อาจรบกวนการทำงานของอุปกรณ์เหล่านี้ได้

2. ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ที่ยืนยันถึงความปลอดภัยในกลุ่มนี้ จึงควรหลีกเลี่ยง

3. ผู้ที่มีปัญหาผิวเฉพาะจุด

หากมีแผลเปิด ผื่นแพ้ หรือโรคผิวหนังเฉพาะจุดในบริเวณที่จะทำ ควรเลื่อนการรักษาออกไปจนกว่าจะหายดี

4. ไม่เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยมาก

Oligio เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง หากผิวมีการเสื่อมสภาพอย่างรุนแรง เช่น ผิวหย่อนคล้อยลึก กรอบหน้าหายไปชัดเจน หรือมีไขมันสะสมในบางบริเวณมากเกินไป เทคโนโลยีนี้อาจให้ผลลัพธ์ไม่ชัดเจนเท่าการผ่าตัดดึงหน้า

เปรียบเทียบ Oligio กับเทคโนโลยียกกระชับอื่น ต่างกันตรงไหน?

หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อเทคโนโลยียกกระชับผิวหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น Thermage, Ulthera หรือ HIFU แล้วมันต่างกับ Oligio แบบไหนบ้าง? เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เราจะเปรียบเทียบตาม 4 หัวข้อหลักได้แก่ พลังงานที่ใช้, ความลึกของการรักษา, ความรู้สึกขณะทำ, และกลุ่มที่เหมาะสม

เริ่มจาก Thermage
เครื่องยกกระชับผิวที่ใช้พลังงานคลื่นวิทยุเช่นเดียวกับ Oligio แต่จะใช้พลังงานที่เข้มข้นและลึกกว่า ส่งผลให้หลายคนรู้สึกเจ็บในระหว่างทำ โดยเฉพาะในบริเวณที่ผิวบาง Thermage เหมาะกับผู้ที่มีผิวหนา และต้องการผลลัพธ์ชัดเจนในระยะเวลาอันสั้น อย่างไรก็ตาม บางคนพบว่าหลังทำอาจมีอาการบวมแดง และต้องการระยะเวลาพักฟื้นเล็กน้อย

Ulthera
เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงแบบเจาะจง (Micro-focused Ultrasound) พลังงานจะลงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ดึงตอนทำการผ่าตัดดึงหน้า ถือเป็นเทคโนโลยีที่ให้ผลลัพธ์ที่ลึกและชัดเจนมาก แต่ในขณะเดียวกันความรู้สึกขณะทำก็ค่อนข้างรุนแรง ผู้รับบริการบางรายอาจต้องใช้ยาชาเฉพาะที่

ส่วน HIFU หรือ High Intensity Focused Ultrasound
ก็เป็นเทคโนโลยีคลื่นเสียงเช่นกัน แต่จะให้พลังงานในระดับที่ตื้นกว่า Ulthera และกระจายตัวกว้างกว่า จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง อย่างไรก็ตาม หลายคนรายงานว่า HIFU ให้ผลลัพธ์ที่ไม่ชัดเจนหรืออยู่ได้ไม่นานเท่าที่คาดหวัง อ่านการเปรียบเทียบแบบเจาะลึก Oligio กับ Hifu

โดยสรุป หาก Thermage และ Ulthera”เหมาะสำหรับคนที่อยากเน้นผลลัพธ์ชัดเจน ปัญหาผิวค่อนข้างเยอะ แต่จะให้ความรู้สึกที่เจ็บมากกว่า Oligio ก็อาจเป็นตัวเลือกสำหรับสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลผิวอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องทนเจ็บ หรือเสี่ยงกับผลข้างเคียงที่รุนแรง รวมถึงคนที่มีปัญหาผิวระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง

บทสรุป

Oligio เหมาะกับใคร Oligio เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวบางหรือแพ้ง่าย ซึ่งไม่สามารถทนความร้อนหรือความเจ็บจากเครื่องรุ่นแรงกว่าได้ สำหรับคนที่กังวลว่า Oligio เจ็บไหม? คำตอบคือไม่เจ็บ สามารถทำแบบไม่ต้องพักฟื้นได้เลย สำหรับคนเวลาน้อยก็สามารถทำได้ 

หลังทำสามารถเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงภายใน 4–8 สัปดาห์ และโดยทั่วไปแนะนำให้ทำขั้นต่ำปีละ 1 ครั้ง แต่ในบางกรณีที่มีความหย่อนคล้อยมากขึ้น อาจเริ่มจาก 2 ครั้งในปีแรก แล้วค่อยปรับลดความถี่ลงตามคำแนะนำของแพทย์ สำหรับใครที่เริ่มกังวลกับปัญหาผิวสามารถเลือกทำ Oligio ก่อนได้ปรึกษาคุณหมอเพื่อตัวเลือกที่เหมาะสมมากที่สุด 

แอดไลน์  @reveriebkk เพื่อปรึกษาทีมแพทย์ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย